หน้ากากเพชรสีเลือด: แผนซ่อนมรดกหมื่นล้าน

สู่การชำระความแค้นที่กระชากตระกูลจอมปลอมลงขุมนรก!
หยาดฝนที่สาดกระหน่ำลงมาบนหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูล ‘ศิริจรรยา’ ไม่ได้เย็นเยียบไปกว่าเอกสารในมือของฉันเลยแม้แต่น้อย
ฉัน… ‘ณิชา’ หญิงสาวกำพร้าที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดา กำลังจ้องมองจดหมายจากทนายความส่วนตัวของคุณตาผู้ล่วงลับ มหาเศรษฐีเจ้าของเหมืองแร่และกาสิโนในมาเก๊าที่คุณแม่ของฉันหนีจากมาเมื่อสามสิบปีก่อน จดหมายฉบับนั้นระบุชัดเจนว่า ฉันคือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวที่จะได้รับมรดกทั้งหมดมูลค่ากว่า สองหมื่นล้านบาท
แต่วินาทีที่ฉันถือเช็คเงินสดและเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ไว้ในมือ แทนที่ฉันจะวิ่งไปบอก ‘กวิน’ สามีที่ฉันแต่งงานด้วยมาสามปี ฉันกลับเลือกที่จะพับมันซ่อนไว้ในก้นกระเป๋าเดินทางใบเก่า
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ‘คุณหญิงประภา’ แม่ของกวิน มักจะจิกหัวเรียกฉันว่า ‘สะใภ้สลัม’ และเหยียดหยามชาติกำเนิดของฉันทุกครั้งที่ลับหลังลูกชาย ส่วนกวินก็มักจะทำหูทวนลม อ้างว่าไม่อยากขัดใจแม่ ฉันอดทนมาตลอดเพราะคำว่ารัก แต่ช่วงหลังมานี้ สัญชาตญาณของฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงคนอื่นบนเสื้อเชิ้ตของเขา ฉันจึงตัดสินใจใช้มรดกก้อนนี้เป็น ‘บททดสอบ’ ครั้งสุดท้าย
บ่ายวันนั้น ฉันแกล้งเดินเข้าไปในห้องโถงของคฤหาสน์ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย บอกกวินและคุณหญิงประภาว่าบริษัทที่ฉันทำอยู่ปิดตัวลงกะทันหัน ฉันตกงานและมีหนี้บัตรเครดิตที่ต้องจ่ายอีกหลายแสนบาท ฉันขอร้องให้กวินช่วยจุนเจือ
แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมา คือการกระชากหน้ากากที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุด!
“ตกงาน? เป็นหนี้? นี่แกคิดจะมาเกาะลูกชายฉันกินไปตลอดชีวิตเลยหรอกาฝาก!” คุณหญิงประภาแผดเสียงลั่นคฤหาสน์ ก่อนจะปาถ้วยชาเซรามิกเฉียดหน้าฉันไปแตกกระจายที่กำแพง
“กวิน… ช่วยณิชาด้วยนะคะ เราเป็นผัวเมียกันนะ” ฉันแสร้งบีบน้ำตา หันไปเกาะแขนสามี
แต่กวินกลับสะบัดแขนฉันออกราวกับฉันเป็นตัวเชื้อโรค แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้มีแต่ความรังเกียจ “พอเถอะณิชา ผมเบื่อเต็มทนแล้วที่ต้องมานั่งอายเพื่อนฝูงว่ามีเมียเป็นแค่พนักงานกระจอกๆ ยิ่งตอนนี้คุณตกงานแถมมีหนี้ ผมคงรับผิดชอบไม่ไหว… เราหย่ากันเถอะ”
ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไร ประตูคฤหาสน์ก็เปิดออก ร่างของ ‘ลิตา’ ลูกสาวนักการเมืองท้องถิ่นที่แต่งตัวด้วยแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้าก็เดินนวยนาดเข้ามา เธอคล้องแขนกวินอย่างสนิทสนม
“พี่กวินคะ คุณแม่คะ… ลิตาบอกแล้วไงคะว่าผู้หญิงชั้นต่ำแบบนี้ สักวันก็ต้องกลายเป็นปลิงดูดเลือดตระกูลศิริจรรยา” ลิตาแสยะยิ้ม มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า “รีบๆ เซ็นใบหย่าแล้วไสหัวออกไปซะเถอะค่ะ พี่กวินเขากำลังจะหมั้นกับลิตา เราสองตระกูลกำลังจะรวมธุรกิจอสังหาฯ กัน คนที่ไม่มีแม้แต่เงินยาไส้อย่างเธอ อยู่ไปก็เป็นเสนียดเปล่าๆ”
กวินโยนแฟ้มเอกสารการหย่าลงบนพื้นตรงหน้าฉัน ภายในนั้นมีเช็คเงินสดหนึ่งแสนบาทแนบมาด้วย “ถือซะว่าเป็นค่าเสียเวลาสามปี เก็บของแล้วออกไปจากบ้านฉันซะ วันนี้เลย!”
ฉันมองดูผู้ชายที่ฉันเคยรัก มองดูแม่ผัวที่บ้าอำนาจ และเมียน้อยที่กำลังเชิดหน้าชูตา น้ำตาแห่งความสมเพชตัวเองไหลร่วงหล่นลงมาเพียงหยดเดียว ก่อนที่ฉันจะก้มลงหยิบปากกา จรดลายเซ็นลงบนใบหย่าอย่างไม่ลังเล ฉันไม่แม้แต่จะหยิบเช็คเงินแสนสกปรกนั่นมาด้วยซ้ำ ฉันเดินกลับขึ้นไปหยิบกระเป๋าเดินทางใบเก่าที่มี ‘สมบัติสองหมื่นล้าน’ ซ่อนอยู่ แล้วเดินตากฝนออกไปจากคฤหาสน์ โดยมีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของคุณหญิงประภาและลิตาดังก้องไล่หลัง
“ไปตายข้างถนนซะนะ นังสะใภ้สลัม!”
พวกมันคิดว่าฉันจะเดินร้องไห้ไปตายข้างถนน… แต่พวกมันไม่รู้เลยว่า ที่หน้าปากซอย รถเบนท์ลีย์ (Bentley) สีดำมันปลาบพร้อมบอดี้การ์ดและทีมทนายความระดับท็อปของเอเชีย กำลังจอดรอรับ ‘มหาเศรษฐีนีคนใหม่’ อยู่!
เวลาผ่านไปเพียงแปดเดือน…
วงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยต้องสั่นสะเทือน เมื่อกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากมาเก๊าในนาม ‘เอ็น. คอร์ปอเรชั่น’ ได้เข้ามากว้านซื้อที่ดินและบริษัทอสังหาฯ ทั่วประเทศด้วยเงินสดนับหมื่นล้าน ไม่มีใครเคยเห็นหน้าประธานกรรมการบริหาร มีเพียงข่าวลือว่าเธอคือ ‘มาดามเอ็น’ หญิงสาวลึกลับที่ทรงอิทธิพลและชี้เป็นชี้ตายได้เพียงปลายนิ้ว
ในขณะเดียวกัน ตระกูลศิริจรรยาของกวินกำลังเผชิญกับวิกฤตขั้นวิกฤต โครงการคอนโดมิเนียมหรูที่พวกเขากู้เงินมาลงทุนนับพันล้านเกิดปัญหาบานปลาย ธนาคารระงับการปล่อยสินเชื่อ หุ้นส่วนถอนตัว และครอบครัวของลิตาก็ล้มละลายจากการทุจริตทางการเมือง ลิตาที่เคยอวดรวย บัดนี้กลายเป็นเพียงผู้หญิงถังแตกที่เกาะกวินกินไปวันๆ
ทางรอดเดียวของตระกูลศิริจรรยา คือการขอเงินทุนสนับสนุนจาก ‘เอ็น. คอร์ปอเรชั่น’
เย็นวันนั้น ณ เพนต์เฮาส์สุดหรูบนชั้น 60 ของโรงแรมระดับหกดาวใจกลางกรุงเทพฯ ฉันนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังอิตาลี หันหลังให้กับประตูทางเข้า ฉันสวมชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บอย่างประณีต สวมเครื่องเพชรน้ำงามที่เปล่งประกายล้อแสงไฟ บอดี้การ์ดร่างยักษ์ยืนคุมอยู่ทุกมุมห้อง
เสียงประตูเปิดออก พร้อมกับร่างของคุณหญิงประภา กวิน และลิตา ที่เดินตัวสั่นเทาเข้ามาในห้อง พวกเขาถูกสั่งให้ทิ้งโทรศัพท์และคุกเข่าลงกับพื้นพรมทันทีที่เข้ามาถึง เพื่อแสดงความเคารพต่อมาดามเอ็น
“ท่านประธานครับ… ผมกวิน จากศิริจรรยากรุ๊ปครับ” กวินก้มหน้าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผมพกแผนธุรกิจมาด้วย ขอเพียงแค่มาดามเมตตาอนุมัติเงินทุนห้าร้อยล้านให้เรา เรายินดีจะมอบหุ้น 60% ของบริษัทให้มาดามเลยครับ”
คุณหญิงประภารีบเสริมด้วยน้ำเสียงประจบประแจงสุดชีวิต “ใช่ค่ะมาดาม ได้โปรดช่วยต่อลมหายใจให้ครอบครัวเราด้วยนะคะ พวกเรายอมเป็นทาสรับใช้มาดามเลยค่ะ ขอกราบแทบเท้าเลยนะคะ!”
ฉันหมุนแก้วไวน์แดงในมือช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบกดดันพวกมันจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้ทุ้มต่ำและทรงอำนาจ
“ทาสรับใช้เหรอ?… ฉันจำได้ว่าครอบครัวของคุณ เคยมีสะใภ้ที่รับใช้พวกคุณยิ่งกว่าทาส แต่พวกคุณกลับไล่เธอออกไปตากฝนเหมือนหมูเหมือนหมา ไม่ใช่หรือไง?”
กวินและคุณหญิงประภาชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
“ม… มาดามรู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ?” ลิตาเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยความตกใจ
“ฉันรู้ทุกอย่างที่ฉันอยากรู้” ฉันกระตุกยิ้มมุมปาก “และฉันก็รู้ด้วยว่า ผู้หญิงที่ชื่อณิชาคนนั้น… เธอมีค่ามากกว่าขยะที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้หลายล้านเท่านัก!”
พูดจบ ฉันก็ออกแรงหมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับพวกมัน พร้อมกับถอดแว่นกันแดดสีดำแบรนด์เนมออกช้าๆ
วินาทีที่ใบหน้าของฉันปรากฏแก่สายตาของพวกมัน… บรรยากาศในเพนต์เฮาส์ก็เหมือนถูกแช่แข็ง!
ตาของคุณหญิงประภาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมาจากเบ้า ปากของเธออ้าค้าง พยายามจะเปล่งเสียงแต่มันกลับติดอยู่ในลำคอ กวินหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ร่างกายของเขาสั่นเทาราวกับเห็นผี ส่วนลิตาช็อกจนทรุดฮวบลงไปนอนกองกับพื้นพรม
“ณ… ณิชา…!” กวินครางชื่อฉันออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่า “น… นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่! ม… มาดามเอ็นล่ะ!”
“เปิดตาดูให้ชัดๆ สิกวิน” ฉันลุกขึ้นยืน ส้นสูงประดับเพชรเหยียบลงบนพรมอย่างหนักแน่น ฉันเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าพวกมันที่กำลังคุกเข่าอยู่ “คนที่พวกแกกำลังกราบไหว้ คนที่พวกแกเอาหุ้นมาประเคนให้ และคนที่กำชะตาชีวิตตระกูลศิริจรรยาไว้ในกำมือ… ก็คือ ‘สะใภ้สลัม’ ที่พวกแกเตะออกจากบ้านเมื่อแปดเดือนก่อนไงล่ะ!”
“ม… ไม่จริง! นังณิชามันเป็นแค่คนจนๆ ตกงาน! มันจะเป็นมหาเศรษฐีได้ยังไง!” คุณหญิงประภากรีดร้องอย่างคนเสียสติ พยายามจะลุกขึ้นชี้หน้าฉัน แต่บอดี้การ์ดของฉันก้าวเข้ามากดไหล่เธอกระแทกลงไปคุกเข่าตามเดิม
“ฉันได้รับมรดกสองหมื่นล้านบาทตั้งแต่วันที่ฉันเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากแกแล้วกวิน” ฉันก้มลงมองอดีตสามีด้วยสายตาที่เย็นเยียบที่สุด “ฉันแค่ลองใจพวกแกดู… ฉันอยากรู้ว่าครอบครัวที่ฉันทุ่มเทดูแลมาสามปี จะมีเยื่อใยให้ฉันบ้างไหมในวันที่ฉันตกต่ำ แต่พวกแกก็เผยสันดานเดรัจฉานออกมาได้เร็วกว่าที่คิด แถมยังเอาผู้หญิงหิวเงินอย่างนังลิตามาเชิดหน้าชูตา… เป็นไงล่ะ ตอนนี้บ้านมันล้มละลายไปแล้ว หอมหวานอย่างที่แกฝันไว้ไหมกวิน?”
กวินน้ำตาแตก เขาคลานเข่าเข้ามาเกาะชายกระโปรงฉัน ร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าสมเพช “ณิชา! ผมขอโทษ! ผมมันโง่เอง ผมโดนแม่กับลิตาปั่นหัว ณิชาให้อภัยผมนะ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมเถอะนะ ผมรักคุณนะณิชา!”
พลั่ก!
ฉันใช้ปลายรองเท้าส้นสูงเตะอัดเข้าที่ยอดอกของกวินจนเขาหงายหลังล้มตึง
“อย่าเอามือสกปรกของแกมาแตะต้องตัวฉัน!” ฉันตวาดลั่น “ตอนฉันอ้อนวอน แกโยนใบหย่าใส่หน้าฉัน แต่วันนี้พอรู้ว่าฉันมีสองหมื่นล้าน แกกลับมาบอกรักฉัน? น่าสะอิดสะเอียนที่สุด!”
ฉันหันไปหาทนายความที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ส่งเอกสารให้พวกมันดู”
ทนายความโยนแฟ้มเอกสารหนาเตอะใส่หน้าคุณหญิงประภาและกวิน
“นั่นคือเอกสารการกว้านซื้อหนี้ทั้งหมดของศิริจรรยากรุ๊ป” ฉันเหยียดยิ้ม มองพวกมันที่กำลังเปิดเอกสารดูด้วยมือที่สั่นเทา “ฉันซื้อหนี้ทั้งหมดของพวกแกมาจากธนาคารแล้ว และในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ ฉันขอสั่ง ‘ยึดทรัพย์’ ทุกอย่าง! คฤหาสน์ที่แกเคยไล่ฉันออกมา รถหรูทุกคัน แม้แต่เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่แกใส่อยู่… พรุ่งนี้เช้า มันจะถูกยึดขายทอดตลาดจนหมด!”
“ไม่!! แกทำแบบนี้ไม่ได้นะ นังณิชา! ฉันเป็นผู้ดีตระกูลเก่า แกจะมายึดคฤหาสน์ฉันไม่ได้!” คุณหญิงประภากรีดร้อง ร้องไห้โหยหวน เอาหัวโขกพื้นพรมอย่างคนบ้า
“ผู้ดีตระกูลเก่าที่กำลังจะกลายเป็นขอทานข้างถนนไงล่ะคะคุณหญิง” ฉันหัวเราะเยาะ “อ้อ… ลิตา เธอไม่ต้องห่วงนะ ฉันสืบรู้มาว่าเธอแอบเอาเงินกงสีของกวินไปปรนเปรอชู้เด็กของเธอ… ฉันส่งหลักฐานทั้งหมดให้กวินดูในแฟ้มนั้นแล้ว ขอให้พวกแกสองคนกัดกันให้ตายในคุกหรือในสลัมที่ไหนสักแห่งก็แล้วกัน”
กวินหันขวับไปมองลิตาด้วยความโกรธแค้นสุดขีด เขากระโจนเข้าบีบคอลิตาทันที “นังแพศยา! แกหลอกเอาเงินฉันไปเลี้ยงผู้ชายเหรอ! เพราะแกคนเดียว นังตัวซวย!”
ลิตากรีดร้อง ทุบตีกวิน ทั้งสองคนตบตีกันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่บนพื้นพรมต่อหน้าฉัน โดยมีคุณหญิงประภานั่งช็อกตาค้าง น้ำลายฟูมปากจนสลบเหมือดไปกับพื้น
ฉันยืนมองภาพความพินาศของเดรัจฉานทั้งสามตัวด้วยความสะใจที่ลึกซึ้งที่สุด กรรมที่พวกมันเคยก่อไว้ ได้ย้อนกลับมาบดขยี้พวกมันจนไม่เหลือซากชิ้นดี
ฉันหมุนตัวหันหลัง สวมแว่นกันแดดแบรนด์เนมกลับเข้าที่เดิม แล้วเดินก้าวออกจากเพนต์เฮาส์ไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้เสียงกรีดร้องและเสียงก่นด่าของพวกมันดังก้องเป็นดั่งดนตรีบรรเลงส่งท้าย… ฉันได้ล้างแค้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และชีวิตของมหาเศรษฐีนีที่ชื่อณิชา จะไม่มีวันก้มหัวให้ใครหน้าไหนอีกตลอดกาล.



